Pid's profilePid-Q : ผิดคิว ... ตลอดเ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Pid-Q : ผิดคิว ... ตลอดเลย ~ เซ็ง!!
November 11 "มาม่า" กะ "ความรัก"พอดีได้รับ Fw mail จากเพื่อนๆ ซึ่งก็เป็นการสังเกต & การเปรียบเทียบที่ดีที่เดียว เลยเก็บมาลงบันถึงไว้ซะหน่อยดีกว่า จะได้เป็นข้อคิด + ความทรงจำที่ดีๆ จากหนังรัก … เรื่องนี้ … “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ”
ทำไมมาม่าต้องต้ม 3 นาที? หนังกำลังจะบอกอะไรเราหรือเปล่า? เขากำลังจะบอกเรื่องสาระของ ”การรอคอย” และ “ความอดทน”
จึงมาสู่ตอนที่นางเอกเครียดในการต้มมาม่าคนเดียวที่บ้าน อยากกินเร็วๆแต่อะไรก็ขัดใจไปหมด น้ำก็ไม่ได้ต้มไว้ ฉีกซองเครื่องปรุงก็ลำบาก เนื่องจากความ “ใจร้อน” มองแต่ “เป้าหมาย” แต่ลืมมอง “ระหว่างทาง” การจะกินมาม่า ต้องต้มน้ำ ต้องค่อยๆเตรียมเครื่องปรุง เหมือนความรัก หากจะมองแต่เป้าหมายว่าฉันกับเขาจะต้องรักกัน แต่ลืมใส่ใจ “ระหว่างทาง” ภาพนั้นคงไม่เกิด มาม่า ก็เป็นตัวแทนหนึ่งของคนในสมัยนี้ ที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทุกๆอย่างต้องแข่งกับเวลา จนลืมไปว่า เรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างความรัก มันเร่งรีบไม่ได้หรอก … สรุปคือ หนังใช้มาม่าสอนเราในเรื่องความรัก ถ้าคิดจะรัก ก็ต้องเรียนรู้ที่จะรอ ต้องอดทน คนสมัยนี้มักขาดความอดทน แลกเบอร์กันไม่กี่วัน ก็อยากให้อีกฝ่ายเรียกเราว่าแฟนแล้ว น่าจะมองดูว่า แม้สิ่งที่จะช่วยเราประหยัดเวลามากแค่ไหน อย่างมาม่า มันก็ยังมีเวลาของมัน แล้วกับความรัก ก็เช่นกัน เครดิตคุณ modjo! ที่มา pantip.com ห้องเฉลิมไทย & Fw mail จากเพื่อนๆ ที่น่ารัก
October 14 Que Sera, Sera ~ Whatever Will Be, Will Beครั้งนี้หายไปนานเลยเรา งานก็เยอะ เหตุจากคนก็แยะ เรื่องอื่นๆ จิปาถะอีก มีแต่เรื่องวุ่นๆ ยุ่งๆ ปวดหัวตลอดเวลา ... แล้วอย่างนี้เราจะทนต่อไปได้อีกนานแค่ไหนกันนะ เรื่องบางเรื่องเราไม่ได้เป็นคนก่อขึ้นด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องมาก้มหน้ารับกรรมชดใช้กันไป ก็ได้แต่คิดว่าเป็นเวรกรรมแต่ชาติปางก่อนที่คงได้ทำไว้ ชาตินี้นอกจากที่จะต้องชดใช้แล้วยังต้องอยู่ในสภาพถูกกดกันสุดขีด เพราะอยู่ตรงกลางในทุกๆ ที่ => ที่ทำงาน, เพื่อน, ครอบครัว, พี่น้อง, etc. ... ตลอดเวลา ~ Pid-Q ตลอดเลย ~ เซ็ง!!!
มันลำบากใจมากจริงๆ นะที่จะต้องมาอยู่ท่ามกลาง 2 ฝัก 2 ฝ่าย หรืออาจจะหลายๆ ฝ่ายก็ได้ ฝั่งโน้นจะเอาแบบนี้ ฝั่งนี้จะให้ทำแบบนั้น จะให้เรารับผิดชอบเต็มๆ แล้วเราจะไหวมั๊ย หรือจะให้เราทิ้งไป ไม่สนใจไยดี เรารึจะทำได้ เฮ้อ!! จะให้ทำยังไง จะมีใครเห็นใจเราบ้างมั๊ย เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ หมดแรง หมดอารมณ์ หมดความรู้สึก หมดกำลังใจ ไร้เรี่ยวแรง ยังไม่พอกระเป๋าก็แบนแฟ่บไปเรื่อยๆ บางครั้งได้เงินจากน้ำพักน้ำแรงตัวเองก็ยังไม่มีปัญญาที่จะซื้อของที่ตัวเองอยากได้เลย แต่เราก็ยังโชคดีที่มีพี่ๆ น้องๆ ปันสิ่งของเหลือใช้มาจุนเจือกันเท่านั้นเอง (ไม่ได้รวยเหมือนที่ใครๆ มอง ... จากภายนอกหรอก) มีบางคนบอกว่าปัญหาที่เราไม่ได้ก่อ เราก็ไม่ต้องรับผิดชอบซิ ทำไมต้องรับ ก็ให้เจ้าตัวนั่นแหละแก้เอง ถ้าโดนว่าก็อย่าไปใส่ใจมากมาย ฟังแล้วก็ให้ผ่านไป มันก็ทำได้เป็นพักๆ อ่ะนะ นี่เหมือนโดนกรอกหูทุกวันแล้วมันจะไม่ให้ไม่คิดได้อย่างไร เราเองก็แบกตรงนั้นไม่ไหวหรอก แต่เพราะเค้ามีพระคุณกะเราก็ต้องก้มหน้ารับไปเท่าที่ทำได้ (ไม่ต้องบอกก็รู้ / ไม่ต้องกรอกหูก็ทำอยู่แล้ว) จะให้ปัดความรับผิดชอบไปให้คนอื่นมันก็กระไรอยู่ แค่นี้ก็อยู่อย่างกระดากอายพี่ๆ น้องๆ ญาติๆ ไปทั่วแระ ... อย่างที่บอกเราก็คงจะดีกว่านี้ไม่ได้ แต่ก็เลวกว่านี้ก็ไม่ได้เหมือนกัน ทำไมไม่มีใครเห็นใจเราบ้างนะ ทำไมไม่มีคนเข้าใจเราบ้างเลย คิดนะว่าอยากจะหารายได้พิเศษอะไรก็ได้ ขายตรงก็มี Amway, Nuskin สมัครหมดแหละ รู้ว่าพวก direct sale ทั้งหลายแหล่น่ะถ้าทำได้ก็รวย แต่เราทำไม่ได้ไง ไม่ตื้อ ไม่ตามลูกค้า ไม่ชอบให้คนเสียความรู้สึก อีกอย่างคนทางบ้านก็ไม่ให้การให้สนับสนุนเลยหมดกำลังใจเหมือนกัน ส่วน AIA ก็ทำเรื่อยๆ ลูกค้าก็ไม่ค่อยมี จะมีก็เพื่อนอยากทำก็เข้ามาบอกแล้วเราก็ไปเสนอ ซื้อไม่ซื้อก็ไม่ได้ว่าอะไร ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ช่าง คิดเหมือนกันอยากไปตั้งร้านที่ตลาดเปิดท้ายขายของเสาร์อาทิตย์ หรือไม่ก็รับจ้างตามร้านอาหารที่เปิดบริการเย็นๆ ดึกๆ ล้างจานก็เอา ไม่เกี่ยง เพราะอยากที่จะหาเงินมาช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน ไม่ต้องเดือดร้อนญาติพี่น้องของฅนต้นเรื่องมากนัก แค่นี้เราก็อาย รู้สึกผิด กระดากมากมายแล้วที่ทำให้เค้าเดือดร้อนลำบากไปด้วย แต่ก็ทำไม่ได้อีกนั่นแหละ เพราะที่บ้านไม่ชอบให้เรากลับดึก ตอนนี้ก็มีพี่ๆ ที่เค้าพอจะรู้หางานนอกให้ทำบ้างแล้ว ก็ยังไม่ได้เริ่มเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะทำได้ดีแค่ไหน ก็ต้องลองดูกันซักตั้งนึง ที่ออฟฟิตให้งานเพิ่มไม่ได้เงินเดือนยังดีที่ได้ค่าตอบแทบเป็นค่าน้ำมัน จริงๆ ไม่ได้ตังค์ก็ทำ ทำให้มันลืมๆ เรื่องที่มันปวดหัว แก้ไม่ตกนี่ไปซะบ้างก็ดี ดีกว่าปล่อยเวลาให้มันผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ คิดอยากทำอะไรหลายๆ อย่างแต่ก็เหมือนคนที่ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ซักอย่างเลย T^T บางครั้งก็ท้อนะ แต่ก็ทำไงได้นอกจากต้องเดินหน้า สู้กันต่อไป ไม่กล้าก็ไม่รู้ ไม่สู้ก็ไม่ก้าวหน้าจริงม๊ะ?? แต่ถึงจะเครียดมันก็ต้องมีเวลาที่จะผ่อนคลายกันบ้าง ก็ได้พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ชาว V4N เพื่อนซี้ บ้านยายเป็นที่พึ่ง ... ขอบคุณนะ บางครั้งก็โดนพูดกระทบกระแทกแดกดันก็เซ็งเหมือนกันนะ รู้สึกแย่อ่ะ เหมือนทุกครั้งที่ฅนต้นเรื่องส่งสัญญาณมาทางนี้ มันก็ทำให้เราคิดว่า “อีกแล้วเหรอ ม๊ะไหร่จะหยุดซักที ไหนว่าจะพอแล้ว โน่นนี่นั่น ....” เครียดนะ จะให้มันผ่านหูไปเฉยๆ โดยไม่คิดอะไรได้อย่างไร หรือจะให้เราทิ้ง ปล่อยวางปัญหาตรงนั้นไปได้ยังไง เราทำไม่ได้หรอก ทั้ง 2 อย่าง ก็ต้องทำเท่าที่ได้ อะไรที่ไม่ได้ก็ต้องทำเฉยหน้าด้านหน้าทนไปบ้าง แต่ใครจะรู้ว่าในใจเรารู้สึกทุกข์ แย่ไปแค่ไหนแล้ว ทุกๆ ครั้งที่อยู่กับญาติพี่น้องทั้งหลายในใจของเราแทบจะสู้หน้าพวกเค้าไม่ติด เพราะรู้สึกว่า ...เรานำแต่ความเดือดร้อน รำคาญ ทำให้เค้าเหล่านั้นเดือดร้อนกันไปทั่ว จะให้เราไม่คิดได้ยังไง ไม่ให้เรารับผิดชอบได้ยังไง แต่เราก็ทำได้เท่าที่เราทำได้นี่แหละ แค่นี้เราก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว คนนั้น คนนี้ก็อยากให้เราตั้งตัวได้ ซื้อบ้านอยู่เอง มีเงินเก็บ ฯลฯ แล้วที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เราจะสร้างหรือทำได้มั๊ย เงินที่มีก็เหมือนต้องเอามาใช้หนี้สินที่ติดมาจากชาติปางก่อนแทบจะไม่เหลือเลย เหมือนที่คนบางคนเคยพูดให้เราได้รู้สึกแย่ รู้สึกผิดที่ฅนต้นเรื่องทำให้พวกเค้าเหล่านั้นต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย หลายๆ คนเคยบอกว่าหนทางที่จะทำให้เราหลุดพ้นไปได้ก็คือเราต้องแต่งงานออกไป “ตูเป็นแบบนี้แล้วใครที่ไหนอยากจะเอาฟ่ะ??” แล้ว “การแต่งงาน” เป็นทางออกที่ดีที่สุดจริงๆ เหรอ จะมีคนที่รักเราอย่างจริงใจจริงๆ รึป่าว ไม่อยากจะคิดเพราะมันยากเหลือเกิน เราก็ไม่ได้มีอะไรที่ดีที่จะให้ใครมารักเราได้ขนาดนั้น ตอนนี้ก็ยังคงคิดถึง “นาย” แต่คงจะไม่มีวันนั้นย้อนกลับมาอีกแล้ว แต่อย่างน้อยเราก็ยังโชคดีที่มีญาติๆ เพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจบ้าง บางครั้งบางทีคนเราก็อยู่ได้ด้วยกำลังใจจริงๆ นะ แม้บางครั้งบางทีก็เสียใจ และน้อยใจจากการกระทำของคนบางคนก็ตาม แต่ก็พยามที่จะไม่คิดอาฆาตใครแล้ว อโหสิๆๆๆๆ แล้วก็ช่างมันๆๆๆๆ ใช้กรรมไปให้หมดซะชาตินี้ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แม้บางครั้งมันจะชั่ว จะเลวในสายตาของใครก็ตาม อย่างน้อยเราก็เชื่อว่าเราไม่ได้ทำตัวเหลวแหลก ไร้สาระเหมือนที่บางคนคิด หรือเราเป็นคนแบบนั้นไปแล้วจริงๆ เหรอ??? คนเราต่างกรรมต่างวาระ มีทั้งทุกข์ – สุขคลุกเคล้ากันไป ขึ้นอยู่กับว่าเราเองนั้นจะ ”รับได้รึป่าว มองปัญหา & หาทางออกไปแบบไหน” แต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเองที่แสดงออก / ตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ ออกไปแบบนั้น ณ ตอนนี้เราก็แค่ ...Just do the best ในเหตุผล & หนทางของเราเองก็เท่านั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำให้คนรอบๆ ข้างนั้นรู้สึกกับเราต่างกันไปรึป่าว ฉะนั้น!! ถ้าเราพลาดพลั้งหรือเผอเรอทำสิ่งที่ไม่ควร ก็ว่ากล่าว ตักเตือนกันบ้างนะ เพื่อนๆ ทั้งหลาย รวมถึงสหาย V4N เช่นกัน ... เราจะรู้สึกดีมากถ้ามีคนคอยสั่งสอน ตักเตือนในสิ่งที่เราทำไม่ถูก เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่าเค้าเหล่านั้นยัง “รัก +เป็นห่วง” เราอยู่เหมือนกัน September 11 บทเรียนก่อนตายหลวงพ่อปราโมทย์ บทเรียนก่อนตาย หมวยลูกศิษย์หลวงพ่ออายุ 30 กว่าๆเป็นมะเร็ง มากราบลาหลวงพ่อครั้งสุดท้าย ถวายผ้าไตรสังฆทานและปัจจัย
August 10 เมื่อเกลียดและโกธรจะทำงัยดี?? วิธีฝึกเจริญสติ เพื่อสร้าง ‘เสน่ห์ทางจิต’ แบบง่าย ๆ
๑) เมื่อหมั่นไส้
![]() ทันทีที่รู้สึกตัวว่าหมั่นไส้ใคร ให้หมั่นไส้ต่อไป!! แต่ให้เลิกใช้สายตามองบุคคลผู้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความหมั่นไส้ แล้วใช้ใจทำความรู้จักกับภาวะหมั่นไส้ตรงๆ คือดูว่าความหมั่นไส้ให้ความรู้สึกทางใจอย่างไร ชั่วขณะหนึ่ง คุณจะรู้สึกเหมือนคนเพิ่งกินน้ำมันหมูเลี่ยนๆ หรือเกิดความอึดอัดแบบที่น่าระอา ตรงนั้นใจคุณจะเลิกยึดความหมั่นไส้ ทิ้งความหมั่นไส้ไปเองโดยไม่แกล้ง ยิ่งทำบ่อยก็จะยิ่งเห็นความหมั่นไส้หายไปเร็วขึ้นทุกที ย้ำว่าอย่าไปพยายามทำให้มันหายไปนะครับ ปล่อยให้ใจหมั่นไส้ไป เราแค่ทำความรู้สึกถึงมันตรงๆเท่านั้น
๒) เมื่อโกรธ
ทันทีที่รู้สึกตัวว่าโกรธใคร ให้ดูว่าโกรธแรงแค่ไหน … ถ้าถึงขั้นอยากด่าหรืออยากทุบสักอั้ก ก็ให้ห้ามใจไว้ อย่าด่า อย่าลงมือ เก็บไว้ในอกนั่นแหละ ทำอกให้เหมือนตู้นิรภัยที่ระเบิดลั่นก็ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมาถึงข้างนอก จากนั้นให้นับดูสนุกๆ แบบรู้อยู่คนเดียว ว่าเกิดการระเบิดอยู่ในอกกี่ครั้ง แต่ละครั้งแรงหรือเบาต่างกันเพียงใด ถ้าปล่อยให้ระเบิดมันดังเปรี้ยง ปร้างออกมาทางปากหรือทางมือไม้ คุณจะไม่เหลือสติไว้ดูอะไรเลย แต่ถ้ามันระเบิดอยู่ในอก คุณจะค้นพบว่ามันไม่ทำให้คุณถึงตาย และที่สำคัญคือสติที่รู้เห็นระเบิดในอก จะช่วยให้คุณไม่ต้องเก็บกดด้วย แต่หากความโกรธของคุณไม่แรงนัก เพียงอยู่ในระดับหงุดหงิด คิดด่าอยู่ในใจ ยังไม่อัดอั้นขนาดต้องทำปากขมุบขมิบหรือชักสีหน้าใส่เขา อันนี้ให้ดูเฉยๆ อย่าห้ามใจไม่ให้หงุดหงิด อย่าไปเร่งให้หายหงุดหงิดเร็วๆ แล้วก็อย่าเผลอคิดถึงเรื่องต้นเหตุ กระทั่งความหงุดหงิดมันกระพือขึ้นเป็นฟืนเป็นไฟใหญ่โต เริ่มต้นมีควันไฟแค่ไหนก็ปล่อยให้มันคลุ้งอยู่แค่นั้น แล้วในที่สุดมันจะหายไป ฝึกอยู่อย่างนี้ ไม่ว่าจะโกรธหนักหรือโกรธเบา จิตของคุณจะกลายเป็น "นักดูความโกรธ" คุณสมบัติเด่นของนักดูความโกรธคือไม่ถูกความโกรธครอบงำ แล้วก็ไม่พยายามครอบงำความโกรธด้วย กระทั่งเหมือนแยกกันเป็นคนละฝ่าย ฝ่ายหนึ่งโกรธให้ดู อีกฝ่ายหนึ่งรู้ความโกรธไป สรุปให้จำง่ายๆ คือ …ถ้าอยากพูดด่าหรืออยากลงมือทำร้ายใคร ตอนนั้นความโกรธมีไว้ห้าม ไม่ใช่มีไว้ดู… …แต่ถ้าแค่หงุดหงิดคิดไม่ดีกับใคร ตอนนั้นความโกรธมีไว้ดู ไม่ใช่มีไว้ห้าม…
๓) เมื่อเกลียด
ทันทีที่รู้สึกตัวว่าเกลียดใคร ให้ระลึกว่าคุณผูกใจเจ็บแล้วนะ คุณเก็บเชื้อโรคทางวิญญาณไว้กัดกินตัวเองแล้วนะ มองให้เห็นโทษของความเกลียด มองให้เห็นว่าผูกใจเจ็บแปลว่าเจ็บที่ใจตัวเองนาน แล้วคุณจะตระหนักว่าความเกลียดเป็นโรคทางใจโรคหนึ่ง คุณกำลังเป็นโรค! บอกตัวเองซ้ำๆ ไปอย่างนี้เลย จะพูดออกปากให้ชัดถ้อยชัดคำเลยก็ดี พูดจนกว่าใจจะได้ยินจริงๆ ชีวิตเป็นของยาก วันๆ เจอแต่คนทำเรื่องไม่น่าพอใจให้เก็บมาคิด แต่ต่อให้คิดถึงขั้นจ้างหมอผีปล่อยของเข้าท้องศัตรู ก็ไม่แน่ว่าจะทำให้ศัตรูเป็นทุกข์หรือเปล่า ที่แน่ๆ คือสุขภาพของคุณจะเลวลงทุกที!! โดยเฉพาะถ้าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและระบบประสาทอยู่ ไม่ว่าอาฆาตมากหรือน้อยก็จัดเป็นของแสลงทั้งนั้น เพราะมันทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น แม้กระทั่งกล้ามเนื้อก็พลอยเกร็งและบั่นทอนความสามารถในการควบคุมตนเองลง หลักฐานแสดงอยู่ทนโท่ โรคทางใจลามเป็นโรคทางกายได้ เพียงเท่านี้ก็ควรที่คุณจะฉุกคิดได้ว่า ศัตรูของคุณไม่ใช่คนอื่นที่คิดร้ายกับคุณ แต่เป็นความคิดร้ายของคุณเองที่มีต่อคนอื่นต่างหาก!
ความตระหนักจะทำให้คุณเลิกเข้าใจผิดคิดว่าความแค้นอยู่ส่วนหนึ่ง หัวใจและกล้ามเนื้ออยู่อีกส่วนหนึ่ง เป็นต่างหากจากกัน เหมือนคุณตกเข้ามาอยู่ในเครื่องลงทัณฑ์เครื่องหนึ่ง ซึ่งพร้อมจะบีบให้คุณร้อง หรือกระทั่งบดขยี้ให้คุณตาย ขอเพียงทำผิดกติกา ปล่อยความแค้นให้ครอบงำจิตใจนานพอ
เมื่อเป็นโรคแล้วทำไมไม่อยากหาย จากโรค? คุณหวงโรคด้วยหรือ?
ฝึกแค่ ๓ ข้อนี้แค่สักอาทิตย์สองอาทิตย์ ถึงจุดหนึ่งคุณจะรู้สึก ‘โล่งอก’ ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นความโล่งอกสบายๆอยู่เรื่อยๆ ไม่อยากเอาเรื่องเอาราวกับใคร มีความสุขกับใจของตนเอง สบายใจกับความไม่หมั่นไส้ ไม่โกรธ ไม่เกลียดของตนเอง ตรงนั้นขอให้ทราบเถิดว่าเสน่ห์ทางจิตเริ่มเปล่งประกายแล้ว และ ณ จุดนั้นเช่นกัน ที่คุณจะสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับความคิดได้ดีขึ้น ความคิดสามารถยกระดับจิตได้ และเมื่อจิตถูกยกระดับแล้ว วิธีคิดก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง ขอเพียงจิตของคุณไม่ยอมเป็นที่เกาะของความหมั่นไส้ ความโกรธ และความเกลียด คุณจะเห็นโลกต่างไปอย่างน่าแปลก ตรงนั้นคุณจะพบว่า ความคิดที่ดีที่สุดไม่ใช่การคิดพยายามเปลี่ยนโลกทั้งใบให้ดีพร้อม แต่เป็นการยอมคิดเปลี่ยนแปลงตัวเองจากร้ายให้กลายเป็นดีต่างหาก บนเส้นทางแห่งความพยายาม วิธีคิดทั้งหมดของคุณจะยืนพื้นอยู่บนความไม่อยากเบียดเบียนใคร แม้เขาจะมาเบียดเบียนคุณก่อน คุณก็ไม่อยากเบียดเบียนตอบ และเมื่อความคิดของคุณยืนพื้นอยู่บนความไม่อยากเบียดเบียนอย่างถาวร แต่ละคลื่นความคิดที่ส่งออกมาเป็นห้วงๆจะกระทบใจคนอยู่ใกล้ให้พลอยรู้สึกดีตาม คุณคงเคยมีประสบการณ์มองใครสักคนแล้วทราบว่าเขากำลังคิด และแม้ความคิดของเขายังคงเป็นเพียงคลื่นลมเร้นลับอยู่ในหัว คุณก็แน่ใจว่าเขากำลังคิดในเรื่องดีงาม นั่นแหละคือตัวอย่างของคลื่นความคิดที่ส่งเสน่ห์ออกมาได้ ทั้งที่เจ้าตัวยังไม่ขยับปากพูดหรือลงมือทำอะไรเลย
หมั่นสังเกตคลื่นความคิดในหัวของคุณ ว่ากำลังเป็นไปในทางสว่างหรือทางมืด แล้วคุณจะยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขา ว่าแค่คลื่นความคิดในหัว ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นแรงดูดหรือแรงผลักรักแท้ให้มาหา
Credit : Fw mail frm P'Chum
July 14 2009 Flu Maniaช่วงนี้อากาศก็ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ พิษเศรษฐกิจยังไม่ทันหาย หวัด 2009 ก็เข้ามากระหน่ำอีก ทำให้ระยะนี้คนรอบข้างเป็นไข้ไม่สบายกันเยอะไปหมด ใครเป็นไข้ก็ระแวงว่ามันจะเป็น 2009 รึป่าวว๊า?? อาทิตย์ก่อนน้องเราก็ไข้สูงมาก เราก็บอกให้ไป รพ. คิดว่าเสร็จธุระตอนเย็นจะตามไป บอกให้ขอหมอ Admit เลย มันก็เล่นตูซะวุ่น หัวปั่น ใจคอไม่ดี แถมโดนด่าอีกตะหาก พยาบาลโทรมาเพราะคนไข้หายไป ไข้ก็สูง ตามตัวไม่เจอเลยโทรมาหาญาติ ปรากฏว่ามันไปโผล่อีกที่ เรางี้ ‘รมณ์เสียเลย ขับรถก็ไม่ค่อยมีสมาธิ เหยียบเต็มที่เพราะเป็นห่วงมัน พอเจอกันก็ไปทันเห็นหมอตรวจพอดี แบบทุเรศอ่ะ ถ้าคิดว่ารังเกียจขนาดนั้นก็ไม่ต้องตรวจดีกว่ามั๊ย
สุดท้ายก็จับไปหาหมอที่ St. Louis อีกรอบ คราวนี้หมอตรวจนานมาก + จับ Admit เลย เราก็เริ่มกลัวๆ ว่ามันจะ In Trend กะเค้าด้วยรึป่าว โดนจับ X-ray ด้วย ท่าทางจะหนักเอาการน้องตู - -“ ถึงห้องก็โดนจับเช็ดตัว เจาะเลือดไปเพาะเชื้อ 2 หลอด แต่ก็ไม่เจอ รอดไป!! ไข้ก็ไม่ลงง่ายๆ เราก็ต้องไป – กลับ กทม. – สาทร (เหมือนไกลมากเลยเน๊อะ อุอุ) ทุกวันทั้งอาทิตย์ ก็ดีที่เป็นแค่หวัดลงคอ / อักเสบ + หมอนรองกระดูกอักเสบเลยต้องอยู่นานอีกหน่อย เหนื่อยดี นอนไม่พอ
วันศุกร์หลังจาก Clear ค่าใช้จ่ายส่วนเกินให้น้องชายออกจาก รพ. แล้วก็ต้องตรงไปกาญจน์ต่อ แต่เพื่อนม่อน กะเจ้าเก๋นัดกินข้าว พาไอ้แสบไปด้วยมันงอแงเลยต้องพาไปดู Transformer IIถึงยอมกินข้าว คืนนั้นต้องไปนอนบ้านเจ้าเก๋ซะ กว่าจะได้นอนก็เข้าสู่เช้าวันใหม่แระ นอนไม่กี่ชั่วโมงก็ออกเดินทางไปงานบวชเจ้ากอล์ฟเลย ไปไม่ทันพระเข้าโบสถ์ด้วยอ่ะ เซ็ง แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ไป เพราะหลวงพี่ไม่มีเพื่อนเรียน ป.ตรี ไปเลย ช่วงเลี้ยงมื้อเที่ยงก็ไม่รู้หรอก ไปนั่งโต๊ะญาติพระ เรากะไอ้แสบโดนแซวอีกแล้วว่าเป็นแม่ลูกกัน ก็ได้แต่มองหน้ากันหัวเราะเอิ้กอ๊าก พอเค้ารู้ก็ยังไม่คิดจะเชื่อ ... พอรู้ความจริงเข้า เราก็โดนญาติพระจีบซะงั้น รีบอิ่มเลยตู โอ๊ย!! เหนื่อยสะสมอย่างแรง
วันอาทิตย์เราดีใจอย่างแรง เพราะน้าบอกว่าฝ่ายโทรมา Cancelled blind date แระ โย่วๆๆๆๆ น้าก็เปลี่ยนแผนไปรับกระท้อนจากสวนที่เมืองเพชรฯ มาขายดีก่า ทั้งไปเป็นเพื่อนน้าด้วย ช่วยน้าขับรถกลับบ้านด้วย เย็นนั้นแฟนน้าก็พาไปกินข้าว กลับถึงบ้านค่ำๆ เรากะไอ้แสบก็เตรียมตัวกลับ กทม. กันคืนนั้นเลย แล้วก็เหมือนมีลางบอกเหตุทั้งยาย + แฟนน้าทักเรื่องขับรถ, ออกจากห้องน้ำก็ไปเตะตาชั่งแตก กระจกกระจาย เลยบอกน้าว่าไม่กลับแล้วคืนนี้ ดึกๆ เพื่อนรักโทรมาถามว่าถึงไหน เป็นห่วง เพราะ กทม. ฝนตกอย่างแรง เรางี้โล่งใจอย่างแรงเลยที่ตัดสินใจอยู่ต่อ ยอมตื่นเช้าๆ ขับรถกลับดีก่า
ปลายๆ อาทิตย์ อ.เนตร' โทรมาทวง Presentation ที่จะใช้ในงานเลี้ยงรุ่นอีกรอบก่อนเดินทาง 2 วัน ไอ้เราก็รับปาก อ.เนตร' ไปตั้งนานแระ (ทั้งๆ ที่ยังทำไม่เป็น) เพื่อนบอกว่าจะสอนก็ไม่สอนซะที ผ่านไปหลายเดือนเหมือนโกหก โธ่ๆๆๆ นึกว่าแกลืมไปแล้วนะเนี่ยะ T^T แม่เจ้า!!!! งานเข้า!!!! ดีที่มีเจ้าแววกะเพื่อนอีกคนคอยแนะให้ ก๊ะใช้เวลาที่ไม่ค่อยจะว่างแอบเจ้านายทำเวลางาน (ที่บ้าน Technoฯ ยังเข้าไม่ถึง) งานก็เยอะ เครื่องก็ Hang แต่ก็เสร็จทันภายใน 2 วันทำการ โทรกลับไปบอก 'จารย์ว่าขอเป็น File สำรองละกัน เพราะกลัวว่าเปิดไม่ได้ กลัวทำได้ไม่ดี กลัวสารพัด กลัวทำมาไม่ถูกใจ กลัวสู้ของรุ่นน้องไม่ได้เหอๆ อายยยยยยยยยย
พอฉันจะบินไอ้แสบดันไม่สบายขึ้นมาอีก ป้าก็โทษว่าเราแพร่เชื้อ ตูจะเอาอะไรมาแพร่ ไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อยไม่สบายก็ป่าว ไข้ก็ไม่มี ขี้มูกก็ไม่ไหล แค่เสียงแหบเพราะนอนไม่พอ + ไอนิดหน่อยเพราะคอแหบแห้งแค่นั้น ~ ซวยตูอีก @#!%^E@*@^$@^(!&@%6 ไอ้เราก็ตกใจมากเพราะไข้สูง ปวดหัวมาก หนาวสั่นเชียว จะเป็นไข้ 2009 อ๊ะป่าวหว่า ตอนเช้าก็รีบพาไป รพ. ไปรอหมอก็น๊านนาน กว่าจะได้ตรวจ เจอแต่คนป่วยที่อาการเสี่ยงๆ ทั้งนั้น เลยบอกหมอขอเพาะเชื้อไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องกังวล กว่าจะเข้าออฟฟิตก็ปาเข้าไปซะเที่ยงแระ มีเวลาเคลียร์งานได้ประมาณ 3 ชม. ก่อนไป ‘หนามบิน รีบแทบตายเครื่องก็ Delay ไปอีกประมาณ 3 รอบ โดนอีพี่ใหญ่บ่นๆๆๆ อีก รู้งี้นั่งเคลียร์งานที่ออฟฟิตต่อได้อีกโข ลูกค้าก็เรื่องมาก จุกจิกเหลือเกิน เซ็งๆๆๆ
กว่าจะถึงปลายทางก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มกว่าๆ พอดีได้รถมาใช้ พี่ใหญ่เลยบอกให้ตามไปกินหาข้าวกินกันก่อน พี่พุฒก็ตรงมาจาก London เพื่องานนี้โดยเฉพาะ คืนแรกก็มีพี่ใหญ่ พี่พุฒ น้องแอน ต้าร์ แล้วก็เรานั่งกินนั่งเม้าส์กันมันส์ไปหน่อยกว่าจะถึงบ้านก็ตี 1 ครึ่ง เราก็ตื่นตี 3 ครึ่งมาช่วยแม่เตรียมของขาย สายๆ ก็ไปงานเลี้ยง ‘หนุก ‘หนานมากมาย คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงสมัยเรียน ฯลฯ มีส่งตัวแทนรุ่นไปประกวดดาว –เดือนเฉพาะกิจด้วย เราก็โดน Flight บังคับ ดั๊น!! ได้ตำแหน่งดาวมาครองเพราะความ “บ้า”ของตัวเอง 555+ ตอนดู Presentation ก็มีแต่คนชม ปลื้มจัง ประทับใจรุ่นน้องๆ ด้วยน่ารักดี ประทับใจทุกอย่างในงาน คิดถึงๆๆๆๆ
งานเลี้ยงก็ต้องเลิกราไปช่วงบ่ายแก่ๆ พี่ใหญ่ก็รวมรุ่นได้ประมาณ 2 รุ่นใหญ่ๆ (’39 กะ ’42)รุ่นเฮียแก รุ่นเรา รุ่น 41 ไปแจมนิดๆ หน่อยๆ ไปกินมื้อเย็นต่อที่สงขลายังไม่หนำใจก็กลับมาต่อด้วย ‘เกะ@ หาดใหญ่กันอีก ห้องเต็มหมด เจ๊แมวก็โทรหาฝาละมีให้ญาติติดต่อหาห้อง ‘เกะได้ห้อง Suit –คืนละ 6,500 โอ้แม่เจ้า!!! ดีนะที่เค้าลดราคาพิเศษให้ ห้องอลังฯ อย่างแรง ใหญ่ หรู Hi-So มี Hydrotherapy Bathtub (จา-กุด-ชี่) ห้องน้ำ ห้องแต่งตัวอีก โอว!!! สุโค่ยเลยงานนี้ Mixer เท่าไหร่ไม่รู้ ร้อง เล่น เต้นกระจายคับ พนักงานต้องเข้ามาไล่กว่าจะได้แยกย้ายกัน พี่ใหญ่จะต่ออีก ไอ้เราก็เดี๊ยงขอบายดีก่า กว่าจะถึงบ้านตี 3 เห็นจะได้ น๊อครอบครบ 24 ชม. พอดี เลยนอนมันข้างล่างนั่นแหละ เพราะกลัวแม่ไม่ปลุก ตั้งใจว่าช่วยแม่เตรียมของเสร็จค่อยขึ้นไปนอนต่อ บ่ายๆ ก็ขับรถพาแม่ไปซื้อของ อีกวันก็พาแม่ไปหาหมอ + กินข้าวริมทะเล ฮิ้วววววววววว มีความสุขจริงๆ วันกลับก็ก็ไปเยี่ยมพ่อในสวน กะเพื่อนเก่า ตอนบ่ายๆ ก็ทำชาเย็นใส่ขวด Pack ใส่ลังอย่างดี เตรียมบินกลับมาทำงานต่อ
ไปถึงเจ้าหางแดงแถมให้อีกแระ เซ็งหน่อยๆ ไม่งั้นก็มีเวลาไปเยี่ยมเจ้าปึ้งอีก ตอน Check in ก็ไปload ของที่ช่องเพื่อนเก่า แต่มันจำเราไม่ได้ ไอ้เราก็ไม่กล้าทัก เห็นเถียงๆ กะเพื่อนร่วมงานว่าจะload ของๆ เราอ๊ะป่าว เพราะเรากลัวขวดชาเย็นแตก เลยเขียนบนลังว่า “ระวังขวดแตก – น้ำบูดู (ปลาร้าภาคใต้)” พี่ท่านก็ตื่นกันใหญ่ “มีบูดูด้วยเหรอ” “มีปลาร้าด้วยเหรอ” ไอ้เราก็ขำ บอกไปว่าบูดูมีขวดเล็กๆ ขวดเดียวนอกนั้นเป็นชาเย็น ไม่ต้องห่วงเพราะ pack อย่างดี ไม่มีขวดแก้ว ในที่สุดชาเย็นที่เพื่อนรักรอมานานก็ได้กินซะทีนะ แต่ครั้งนี้ไม่ค่อยอร่อยว่ะ ต้องไปกินที่บ้านฉันแล้วละแก อุอุ
พอ Load ของเสร็จก็โทรไปฟ้องเพื่อนอีกคนว่าอีเติ้งจำฉันไม่ได้ ฉันก็รักษาหน้ามัน กลัวมันจะอายเพื่อนๆ ประมาณเพื่อนแกขนบูดูขึ้นเครื่อง เด๊วโดนล้อ เจ้าแป๊กโทรไปมันก็ยังจำไม่ได้ บอกว่าจำได้แค่มีคนมา Load บูดู พอมันนึกออก ก็ขำแทบตาย เอิ้กๆๆๆ กลับไปคราวนี้ก็สนุกดีนะ ประทับใจ อิ่มอกอิ่มใจ ได้เจอเก่าๆ พี่ๆ น้องๆ และผองเพื่อน ทำให้เราต้องยิ้มคิดถึงเรื่องราวในรั้วมหา ‘ลัยได้อีกครั้ง สงสารก็แต่ไอ้แสบที่ร้องไห้ งอแงตั้งแต่วันที่รู้ว่าเราจะกลับบ้าน อยากจะกลับไปหาพ่อด้วย เอาน่า ... สัญญานะว่าครั้งหน้าจะกลับบ้านด้วยกัน โอเค๊?? แต่รู้มั๊ย?? (เราเองก็ยังไม่รู้ว่าทำไม) ... คิดถึง “นาย” ขึ้นมาอีกจนได้!! ทั้งๆ ที่ “นาย” เลือกเส้นทางของเค้าได้แล้ว เวลาก็ผ่านไปแล้ว ก็ยังลืม “นาย” ไม่ได้ซักที ... ขอแค่มิตรภาพของความเป็นเพื่อนคืนมาได้มั๊ย???
|
|
||||||
|
|